ทำไม “โหดสัส” ต้องรัสเซีย ?

โหดสัสรัสเซีย!!! คำนี้ได้แต่ใดมา ? หลายคนได้ยินกันจนติดปาก เวลาเจอข่าวรุนแรง หรือเหตุการณ์โหด ๆ มักอุทานออกมาว่า “โหดสัสรัสเซีย!” แต่ความหมายของมันจริงๆ คืออะไร ทำไมรัสเซีย ถึงได้ขึ้นชื่อเรื่องความโหดสัสหนักหนา เราจะพาไปค้นคำตอบรากเหง้าของคำนี้กัน


#โหดสัสรัสเซีย 1: แข่งเกม Point Blank ไทย 4 รุม รัสเซีย 1 แต่ไทยดันตายเรียบ !!!!

ต้องเกริ่นกันก่อน จริง ๆ แล้วที่มาของคำว่า “โหดสัสรัสเซีย” เกิดจากการแข่งขันเกมออนไลน์ที่ชื่อ Point Blank ในรายการแข่งขันที่ชื่อ “Point Blank Tri National” ปี 2011

point-blank-featured

864864

ซึ่งมีประเทศ ไทย รัสเซีย อินโดนีเซีย เข้าร่วมการแข่งขัน ตอนนั้นทีมไทย (MiTH.GC) ดวลกับ ทีมรัสเซีย (Rox.Kis) โดยเหตุมันเกิดมาจากทีม MiTH.GC ของไทยเหลือผู้เล่นอยู่ถึง 4 คน แต่ทีมรัสเซียเหลือผู้เล่นเพียงคนเดียว ชื่อว่า “Negative” แล้วก็เป็นไอเจ้าหนุ่ม “Negative” เนี่ยแหละ ที่ดันโชว์สกิลความเทพ ไล่เก็บผู้เล่นไทยไปถึง 3 คน แต่สุดท้ายดันไปพลาดท่าตายเพราะระเบิด แต่นั้นก็ทำให้ผู้ชมการแข่งขันทุกคน ยอมรับในความเก่งกาจ และต่างอุทานกันออกมาว่า “ รัสเซียแม่งโหดสัส ” จนนำมาพูดกันปากต่อปาก และสลับตำแหน่งเล่นคำใหม่ให้ดูคล้องจองจนกลายมาเป็นคำพูดติดปากว่า “โหดสัสรัสเซีย” ในปัจจุบันนั่นเอง

หลังจากทุกคนรู้ที่มาของคำว่า “โหดสัสรัสเซีย” กันไปแล้ว ที่นี้เราจะพาไปรู้จักกับรากเหง้าที่แท้ทรูของคำว่า “โหดสัสรัสเซีย” กัน ว่าเหตุใดรัสเซียถึงได้ขึ้นชื่อเรื่องนี้นัก อะไรเป็นตัวหล่อหลอมให้พวกเขาต้อง “โหด” เช่นนี้ ไปดูกันเลย

#โหดสัสรัสเซีย 2: สถาปนิกผู้สร้าง St.Basil ถูกควักลูกตา เหตุเพราะสร้างวิหารสวยเกิน!

ย้อนกลับไปช่วง ค.ศ.1555 สมัยพระเจ้าซาร์อีวานที่ 4 แห่งรัสเซีย กับฉายา “ซาร์อีวานจอมโหด” ต้องบอกเลยว่าฉายานี้ไม่ได้มาเล่น ๆ แน่นอน เพราะยุคนั้นพระองค์ขึ้นชื่อลือชาด้านการปกครองอาณาจักรด้วยความโหดเหี้ยม ปราศจากความเมตตาใด ๆ และหนึ่งในวีรกรรมความ “โหดสัสรัสเซีย” ของพระองค์ก็คือ การสั่งควักลูกตาทั้งสองข้างของสถาปนิกชื่อดังนามว่า ปอสต์นิค ยาคอฟเลฟ (Postnik Yakovlev) ผู้ที่เป็นคนออกแบบ มหาวิหารเซนต์ บาซิล (Saint Basil’s Cathedral) ด้วยเหตุผลเพราะ ซาร์อีวานไม่อยากให้สถาปนิกผู้นี้ไปสร้างสิ่งที่สวยงามที่ไหนได้อีก (สร้างสวยกูก็ผิด TT)

มหาวิหารเซนต์ บาซิล (Saint Basil’s Cathedral) ตั้งอยู่ที่จัตุรัสแดง กรุงมอสโคว์ ประเทศรัสเซีย

#โหดสัสรัสเซีย 3: ยอมเผาบ้านเมืองตัวเอง ดีกว่าถูกยึด ถ้าจะเอาก็เอาไปแค่ขี้เถ้าแล้วกัน!!

เข้าสู่ความโหดสัสยุคสงครามนโปเลียนช่วง ค.ศ. 1812 ที่ครั้งหนึ่งทัพนโปเลียนได้หวังจะยึดมอสโคว์ เมืองหลวงของรัสเซีย แต่แล้วก็ต้องอึ้งกิมกี๋ เพราะพอพี่แกบุกเข้าไปถึง ดันกลายเป็นเมืองร้าง เหลือแต่ซากที่ถูกเผาเรียบ แล้วฝีมือไม่ใช่ใครที่ไหนก็ทีมงานรัสเซียประเทศตัวเองเนี่ยละฮะท่านผู้ชม โดยก่อนหน้านี้รัสเซียได้อพยพคนออกไปเกือบหมดแล้ว จากนั้นก็จัดการชิงเผามอสโคว์เองสะเลย อารมณ์คงจะประมาณว่า ” มึงอยากมายึดมากใช้ไหม งั้นกูเผาเอง นักเลงพอ มึงอยู่กับซากเน่า ๆ ไปละกัน บ๊าย ”

หลังจากทัพนโปเลียนปักหลักอยู่กับซากเน่า ๆ ในมอสโคว์อยู่ประมาณหนึ่งเดือนเศษ ก็ว่าจะยกทัพไปยังอีกเมืองทางตอนใต้ เพราะรัสเซียดื้อ..ยังไม่ยอมจำนนสะที ท้ายที่สุดนโปเลียนก็ไปไม่ถึง เพราะทนความหนาวอันแสนโหดสัสของประเทศรัสเซียไม่ไหว ทหารเริ่มล้มตาย อ่อนแอ เพราะ ไร้เสบียง ที่พัก จึงตัดสินใจถอนทัพกลับ… และแล้วนาทีทองของรัสเซียก็มาถึงอาศัยจังหวะทหาร นโปเลียนอ่อนแอไล่ตอดไล่ตีทหารนโปเลียนระหว่างทางกลับอยู่ตลอดเวลา แต่ท้ายที่สุดกองทัพนโปเลียนก็ถอยทัพได้สำเร็จ แต่ประเด็นคือพอถอยทัพสำเร็จ กลับเหลือทหารไว้ใช้งานจริงแค่ 27,000 นาย เท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ก่อนมาทัพนโปเลียนมีทหารอยู่เกือบ 700,000 นาย เลยนะจ๊ะ ( บอกแล้วอย่ามาแหย่รัสเซีย! )

#โหดสัสรัสเซีย 4: โรมานอฟ ราชกุลสุดท้ายของรัสเซีย ถูกฆ่าล้างโคตรอย่างโหดเหี้ยม

ในปี ค.ศ.1918 ถือเป็นปีที่สิ้นสุดการปกครองระบบกษัตริย์ของรัสเซีย เพราะถูกฆ่าล้างครอบครัวทั้งราชวงศ์ โดยการสั่งประหารชีวิตของหัวหน้านักปฏิวัติกลุ่มบอลเชวิกนามว่า วลาดิมีร์ เลนิน สาเหตุมันเกิดมาจากในยุคของ สมเด็จพระจักรพรรดิซาร์นิโคลัสที่ 2 ปกครองประเทศได้อย่างย่ำแย่ในช่วงเวลานึง แล้วยังใช้เงินจำนวนมหาศาลไปกับการทำศึกสงคราม (แต่สุดท้ายก็ดันแพ้กลับมา และทำให้คนรัสเซียกว่า 2 ล้านคนต้องตายไป ประชาชนเกิดความเดือดร้อนอดอยาก ขาดแคลน แต่คนในราชวงศ์ กลับไม่ค่อยสนใจใยดี ประชาชนเริ่มจะไม่พอใจกับกษัตริย์พระองค์นี้ ประกอบกับนักปฏิวัติกลุ่มบอลเชวิกของ เลนิน ที่มีแนวคิดระบบคอมมิวนิสต์ ต้องการความเสมอภาค ไม่ต้องการให้มีการแบ่งแยกชนชั้นคนในสังคม และตราบใดที่รัสเซียยังปกครองแบบระบบกษัตริย์ต่อไป ความเสมอภาคจะไม่เกิดขึ้น จึงได้ปลุกเร้าประชาชน รวบรวมคนที่เห็นด้วยกับตน และนำมาซึ่งการปฏิวัติในที่สุด

ในเวลานึงทุกพระองค์ถูกปลดให้เป็นสามัญชน และถูกย้ายให้ไปอยู่บ้านต่างจังหวัด แต่ไม่นานนัก วลาดิมีร์ เลนิน ก็มีคำสั่งให้ทหารยิงประหารชีวิตราชวงศ์โรมานอฟทุกพระองค์ ว่ากันว่าในช่วงกลางดึกคืนหนึ่งทุกพระองค์ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นโดยทหารผู้ควบคุมโดยโกหกว่าให้ตื่นเพื่อไปถ่ายรูปใหมู่ที่ชั้นใต้ดินของบ้าน พอลงมาถึงชั้นใต้ดินก็ได้นำเกาอี้มาให้นั่ง จากนั้นทหารจึงอ่านคำประกาศต่อหน้าทุกพระองค์ว่า “พวกคุณโดนตัดสินให้ประหารชีวิต” กระสุนหลายร้อยนัดถูกยิงออกมาจากปลายปืนของทหารหลายนายทำให้ สมเด็จพระจักรพรรดิซาร์นิโคลัสที่ 2 และสมเด็จพระราชินีอเล็กซานดร้า ทรงเสด็จสวรรคตทันที รวมถึงพระธิดา และพระโอรสทุกพระองค์ ก็สิ้นพระชนม์เช่นกัน ต่อมา วลาดิมีร์ เลนิน ก็ได้ประกาศก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของประเทศรัสเซียภายใต้ระบบคอมมิวนิสต์ในช่วงเวลานั้น

หลังจากนั้นปี ค.ศ. 2008 หรือเมื่อ 10 ปีที่แล้ว พึ่งมีคำพิพากษาจากศาลสูงของรัสเซียว่าราชวงส์โรมานอฟแห่งรัสเซียถือเป็นเหยื่อปราบปรามทางการเมือง โดยได้รับการกอบกู้ชื่อเสียง และได้คืนอิสรยศให้กับทุกพระองค์ในเวลาต่อมา (ทั้งโหด ทั้งเศร้า T^T)

#โหดสัสรัสเซีย 5: ถ้าทหารรัสเซียไปรบต้องเดินหน้าอย่างเดียว ถอยถูกยิง!

ในช่วงต้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ราว ค.ศ. 1942 ระหว่างรัสเซีย รบกับเยอรมัน เป็นช่วงที่รัสเซียมีอาวุธปืนไม่พอกับจำนวนทหาร เพราะมีการเกรณ์ทหารเข้ามาเร่งด่วนจำนวนมาก ว่ากันว่า ทหาร 2 คน จะให้ถือปืนแค่ 1 กระบอก คนที่ไม่ได้ถือปืน ให้ตามคนที่มีปืนไป แล้วถ้าคนที่มีปืนตาย ให้หยิบปืนขึ้นมายิงต่อ และความ ” โหดสัสรัสเซีย ” ก็คือ ทหารรัสเซียจะถูกสั่งห้ามไม่ให้ถอยโดยเด็ดขาดทุกคนที่หันหลังให้ศัตรูจะถูกทหารฝ่ายเดียวกันยิงทิ้ง ประมาณว่า “ถ้าพวกมึงขี้ขลาด ถือเป็นคนทรยศต่อชาติ…จะต้องถูกฝ่ายเดียวกันยิงตาย! “

#โหดสัสรัสเซีย 6: ใครกล้าจับฑูตรัสเซียเป็นตัวประกัน คนนั้นญาติเมิงตาย!

ในช่วงราว ๆ ปี 1986 มุสลิมหัวรุนแรงกลุ่มนึง ได้จับตัวนักการทูตของรัสเซียไป 4 คน เพื่อเป็นการกดดันให้รัสเซียไปบอกกับซีเรียว่าให้เลิกสนับสนุนศัตรูของมุสลิมกลุ่มนั้นซะ และเพื่อแสดงให้รัสเซียเห็นว่า ” พวกกูเอาจริงนะเว้ย! ” เลยจัดการยิงนักการทูตของรัสเซียตายไป 1 คน เป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู และเมื่อรัสเซียตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ คุณคิดว่ารัสเซียจะจัดการกับเรื่องนี้ยังไง…?


คำตอบ รัสเซียใช้วิธีสืบจนรู้ว่าใครมันคือหัวหน้าที่สั่งให้ลักพาตัวนักการทูตไป จากนั้นก็ส่งคนไปฆ่าญาติคนนึงของหัวหน้าผู้ก่อการร้าย แล้วจัดการตัดชิ้นส่วนอวัยวะส่งไปให้ดูเป็นหลักฐาน พร้อมกับฝากข้อความไปประมาณว่า “ปล่อยนักการทูตที่เหลือของกูมา ไม่งั้นจะส่งชิ้นส่วนอวัยวะญาติของมึงไปให้ดูอีก ” และไม่นานนักมุสลิมหัวรุนแรงก็ปล่อยนักการทูตที่เหลืออีก 3 คน ออกมาทันที หลังจากเหตุการณ์นั้น ก็ไม่เคยมีนักการทูตคนไหนของรัสเซียโดนลักพาตัวไปอีกเลย (ใครมันจะไปกล้าอีกล่ะ โหดสัสรัสเซียสะขนาดนี้ ><)

#โหดสัสรัสเซีย 7: ยอมฆ่าตัวประกันชาวรัสเซีย 129 คน แลกกับการจับตายกบฎ 30 คน

ครั้งหนึ่งรัสเซียเผชิญวิกฤติการณ์กลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนเชเชน กว่า 30 คน ได้จู่โจมบุกยึดโรงละครโอเปร่าในกรุงมอสโคว์ เมื่อปี 2002 และได้จับตัวประกันไว้ประมาณ 800-950 คน เพราะต้องการต่อรองกับรัสเซีย ให้ถอนทหารออกจากเชชเนีย และให้ยุติสงครามในดินแดนนั้น เนื่องจากรัสเซียไม่ยอมให้ชาวเชเชนซึ่งส่วนใหญ่เป็นมุสลิมสุหนี่ แยกตัวออกไป

ในเวลานั้นผู้นำประเทศรัสเซียก็ไม่ใช่ใครที่ไหนท่าน วลาดิมีร์ ปูติน ไงจะใครล่ะ แกส่งทหารไปปิดล้อม และแกล้งยอมเจรจากับกบฏในช่วงแรก ๆ ให้รู้สึกตายใจ จนฝ่ายกบฏยอมปล่อยตัวประกันมาให้บางส่วน จากนั้นเฮียปูตินก็จัดการขั้นเด็ดขาด นอกจากจะแอบผสมยานอนหลับในอาหารให้ฝ่ายกบฏและตัวประกันเพื่อกดประสาทไม่ให้มีความตื่นตัวแล้ว ยังลอบปล่อยก๊าซพิษ หรือยาสลบ (ยังไม่ระบุแน่ชัด) ผ่านทางท่อระบายอากาศเข้าไปที่โรงละคร ก่อนจะส่งทหารบุกตามเข้าไป แล้วสอยฝ่ายกบฏเชเชนตายเรียบกว่า 30 คน รวมทั้งตัวประกัน 129 คนที่เสียชีวิต ประเด็นก็คือตัวประกันที่ตายจากผู้ก่อการร้ายฆ่าจริง ๆ นั้นมีแค่คนเดียวเท่านั้น นอกนั้นคือเสียชีวิตจากการสูดดมก๊าซพิษที่รัสเซียปล่อยเข้าไปเองทั้งนั้น (เวรกรรมของตัวประกันจริงจริ๊ง T^T)

#โหดสัสรัสเซีย 8: ทุกปีคนรัสเซียต้องแก้ผ้าว่ายน้ำ “แข็ง” ทีอุณภูมิติดลบ -30 ถึง -50 °c !

ทุก ๆ ปีชาวคริสต์นิกายออร์โธด็อกซ์ในรัสเซียจะฉลองเทศกาลที่เรียกว่า “อีพิฟานี่” ซึ่งเป็นหนึ่งในพิธีล้างบาปกับพระเยซู ด้วยการลงไปจุ่มตัวในน้ำที่เย็นจนเป็นน้ำแข็งจากอุณหภูมิที่บางครั้งลดต่ำติด ลบถึง 55 องศาเซลเซียส ซึ่งต้องมีการเตรียมเจ้าหน้าที่แพทย์มาดูแลผู้ทำพิธี หากเกิดเหตุฉุกเฉิน (เล่นเอาอากาศที่ว่าหนาว ๆ ของภาคเหนือบ้านเราดูเด็ก ๆ ไปเลย)

#โหดสัสรัสเซีย 9: ตีกันในงานแต่งถือเป็นเรื่องดีของรัสเซีย

คนรัสเซียเขาให้ความหมายของงานแต่งงานว่า ” งานแต่งงานไหนที่แขกในงาน ไม่เมาเละเทะจนหัวราน้ำ หรือไม่มีการชกต่อยกันในงาน แสดงว่างานแต่งงานนั้นไม่ใช่งานแต่งงานของชาวรัสเซีย “ งานแต่งงานที่ดีที่สุด ในความหมายของคนรัสเซีย คืองานแต่งงานที่เจ้าภาพสามารถสร้างความสุขให้กับแขกในงานได้อย่างเต็มที่ และหนึ่งในความสุขที่ชาวรัสเซียให้ความสำคัญ นั้นคือ การได้ดื่มฉลองให้กับวันสำคัญของคู่บ่าวสาวนั่นเอง และการชกต่อยที่ว่านี้ ไม่ใช่การแสดง แต่เกิดจากการที่แขกในงาน เช่น บรรดาญาติ ๆ ของบ่าวสาว หรือเพื่อนฝูง ที่ดื่มกันจนเมาเละเทะ และท้ายที่สุดก็จบกันที่หมัดมวย ซึ่งเรื่องเหล่านี้ คนรัสเซียเค้าถือว่าเป็นเรื่่องปกติในงานแต่ง เพราะแสดงให้เห็นว่า เจ้าภาพได้จัดงานเลี้ยงฉลองได้อย่างเยี่ยมยอดจนสามารถทำให้คนในงานเมามายกันได้ขนาดนั้น… ไม่อยากจะคิดว่าถ้าเป็นที่ไทยเราญาติบ่าวสาวเกิดวางมวยกันในงาน จุดจบคงจะไปอยู่ที่ว่าการอำเภอเพื่อขอหย่ากันเป็นแน่แท้

#โหดสัสรัสเซีย 10: เด็กรัสเซีย 3 ขวบ หลงป่า 11 วัน แต่ไม่ตาย!

หนูน้อย คารีนา ชีกิโตวา วัย 3 ขวบ เกิดพัดหลงเข้าไปในป่าเขต Sakha ที่ถือว่าหนาวที่สุดในโซนไซบีเรีย ซึ่งเต็มไปด้วยสัตว์ป่าดุร้ายทั้งหมี และหมาป่า นานถึง 11 วัน อีกทั้งกลางคืนอุณหภูมิยังลดต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง ซึ่งว่ากันตามจริงแล้วโอกาสรอดชีวิตนั้นยากมาก ๆ

ทีมตำรวจ และเจ้าหน้าที่กู้ภัยทำการออกค้นหานานหลายวัน แต่ก็ไร้วี่แวว พ่อแม่ของเด็กเริ่มสิ้นหวัง จนกระทั่งผ่านไป 9 วัน ลูกสุนัขที่ไปกับคารีนาเดินหวนกลับมายังหมู่บ้าน ทำให้ทีมค้นหาย้อนรอยตามไปในเส้นทางดังกล่าวเพื่อช่วยเหลือได้ในที่สุด

หนูน้อย คารีนา เล่าว่า เธอเอาชีวิตรอดจากการกินผลเบอร์รี่ และดื่มน้ำจากแม่น้ำ ส่วนเตียงเธอก็ทำมันขึ้นมาเองจากหญ้าง่าย ๆ และทุกคืนที่รอดจากความหนาวมาได้ก็เพราะต้องกอดเอาความอบอุ่นจากเจ้าสุนัขข้างกาย แต่แล้วหนูน้อยก็ตัดสินใจว่าควรส่งมันเพื่อเรียกคนมาช่วย ไม่งั้นเธออาจเอาชีวิตมาทิ้งที่นี่ได้

ข่าวนี้นอกจากจะแสดงให้เห็นแล้วว่า เด็กรัสเซีย “แข็งแกร่งแค่ไหน” มันยังแสดงให้คนทั่วโลกได้เห็นอีกว่า ไม่ว่าจะเจอปัญหาที่มืดมนสักแค่ไหน แต่จงสู้ต่อไปจนกว่าจะถึงเฮือกสุดท้ายของชีวิต แล้วนั่นอาจทำให้เราได้พบกับความหวังในวินาทีสุดท้าย

ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม “โหดสัส” ถึงต้องรัสเซีย เพราะไล่ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ ผู้นำประเทศ สงคราม ความเชื่อ และประเพณีต่าง ๆ ล้วนหล่อหลอมให้คนรัสเซียมีหัวใจที่แข็งแกร่งในแบบที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครคิดจะเหมือน 555+ หรือที่บ้านเราต่างก็ต้องยกคำนี้ให้กับเขาเลยว่า…” โหดสัสรัสเซีย “


มุมของฟรี

คุณคิดว่าความ “โหด” ของรัสเซียจะทำให้พวกเขาเป็นแชมป์บอลโลกได้หรือไม่?
ชิงเงินทายผลบอลโลกฟรี 249 บาท คลิกเข้าร่วม

มุมสายดาร์ค 18+ เท่านั้น

One thought on “ทำไม “โหดสัส” ต้องรัสเซีย ?

Leave a Reply